We are zeallest blog. บล็อกที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่เผ็ดร้อนที่สุด ^_^ kevenza@zealbloging.com
ในโลกปัจจุบัน โลกแห่งประชาธิปไตยทุกคนที่เกิดมาล้วนแล้วแต่มีสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกันเสมอ ด้วยเหตุผลง่ายๆ พูดสั้นๆว่า “ทุกคนเป็นคนธรรมดา” มี 2 มือ 2 เท้าเท่าเทียมกันต่างกันก็ตรงที่เพศและพฤติกรรมทางธรรมชาติของสัตว์โลกรวมถึงมนุษย์เราด้วย เหตุผลที่เขียนเรื่องนี้ก็ไม่ได้เขียนนอกเหนือไปจากชีวิตประจำวันของเราหรอกครับ ผมนำเรื่องที่เราคลุกคลีอยู่นี่แหละมาวิจารณ์ในแบบฉบับขอบ ZealBlog ครับ ก็อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วละครับว่าคนทุกคนมีสิทธิที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นคนอาชีพไหน ตำแหน่งใดด้วยเหตุผลเดียวนั้นคือ เพราะเป็นคนธรรมดา แต่มักมีหลายคนจากหลายๆ กลุ่มในสาขาอาชีพนั้นๆ ชอบตีตนว่าอยู่เหนือกว่าคนธรรมดา คนเหล่านี้มักฝังตัวอยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีเกียรติหลายอาชีพด้วยกัน แต่ผมขอกล่าวแต่เฉพาะอาชีพที่เราคุ้นเคย 2 อาชีพครับนั้นคือ หมอ และ ครู เพราะว่าเราทุกคนล้วนแต่เกี่ยวข้องกับสองอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็ก เริ่มที่คุณหมอก่อนเลยละกันแล้วคุณหมอมาเกี่ยวอะไรด้วยละ นั้นสิผมก็คิดเหมือนกัน ^-^ เกี่ยวสิโธ่ คุณหมอถือเป็นคนที่มีเกียรติมากเพราะเป็อาชีพที่ต้องช่วยเหลือคนอื่นเสมอๆ เยี่ยมจริงครับสำหรับคนที่ทำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ยังมีหมอหลายคนที่มักมีพฤติกรรมแย่มาก น่าจะให้ติด F ซะ ก็เพราะเวลาที่คนป่วยไปหามักจะเก็บอารมณ์หงุดหงิดจากที่ไหนก็ไม่รู้มาระบายที่คนป่วยแย่มาก ไม่เคยโดนอบรมบ้างรึไง และในบางครั้งคำพูดคำจาก็มักจะแสดงความหยิ่งยะโสหรือค่อนข้างแบ่งชนชั้นกับคนไข้ ยิ่งถ้าเป็นคนไข้ที่มาจากบ้านนอกละก็ โดน!!!เต็มๆเลยละ คำพูดที่ว่าหยิ่งยะโสเหล่านี้ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรหรอกครับแต่เป็นคำพูดเล็กๆ น้อยๆ แต่บ่อยๆ ก็อย่างเช่นการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “ฉัน” และใช้แทนคนไข้ว่า “เธอ” แทนที่มันน่าจะเป็นคำว่า “ผมหรือดิฉัน” และ “กับคุณ ” ผมถือว่าในอาชีพที่ให้บริการประชาชนนั้นคำพูดเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ถึงจะบอกว่า เธอกับฉัน ไม่ใช้คำพูดหยาบคายอะไรแต่มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกันเองและความจริงใจต่อคนไข้ครับ นอกจากนั้นยังมีคำพูดที่ไม่ค่อยสุภาพต่อ(ความรู้สึก)ของคนได้ยิน เช่น คำตะคอกที่ออกจากปากหมอเวลาที่คนไข้ไม่เข้าใจแล้วถามอีกครั้งเพื่อให้เข้าใจ ก็อย่างที่บอกนั้นแหละครับไม่ว่าคนไข้เหล่านั้นจะเป็นใครเขาก็เป็น “คนธรรมดา” เหมือนกันกับที่คุณหมอเองก็เป็นแค่ “คนธรรมดา” นั้นแหละครับ
มาอ่านต่อดีกว่าครับครูที่หลายคนรู้จักเป็นอาชีพที่มีเกียรติน่ายกย่องมาไม่แพ้หมอเพราะท่านคือพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ครูหลายท่านในสมัยก่อนมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีเท่าไรแต่ท่านเองก็ยังแนะนำและสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดี จากนี้ไปจะขอบอกเล่าเรื่องของครูอาจารย์ในปัจจุบันว่าเป็นยังไง ขอเอาตัวอย่างจากแถวๆบ้านผมละกันครับแต่ถ้าบังเอิญไปตรงกับเรื่องของใครเข้าก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ แต่ถ้าจะเห็นด้วยก็ไม่ว่าน่ะ ^_^ ในต่างจังหวัดนั้นเมื่อเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบได้เป็นครู พ่อแม่ก็มักจะดีใจและภูมิใจกับสิ่งทีลูกได้เป็น (บ้านผมจะเรียกอาจารย์เสียส่วนใหญ่ครับ) ก็ดีน่ะ แต่พ่อแม่บางคนมักเกินหน้าเกินตาเกินดีว่างั้นเที่ยวไปคุยอวดชาวบ้านที่เค้ามีลูกเป็นอาจารย์เหมือนกันว่า “ลูกฉันนะเป็นอาจารย์ลูกแกนะเป็นแค่ครู” (คิดได้ไงเนี้ย) หนักไปกว่าเดิมตัวอาจารย์เองก็ทำตัวหยิ่งยะโสแย่ๆ กับลูกชาวนาชาวบ้านธรรมดาก็ไม่ได้อะไรนักหนาหรอกก็ธรรมดานี้แหละครับ แต่พอเจอลูกเพื่อนครูอาจารย์ด้วยกันหรือลูกของคนที่มีฐานะก็มักเรียกเด็กว่า น้องนั้น น้องนี่ ฟังแล้วมันเหมือนแบ่งพักพวกยังไงไม่รู้ หรือแม้แต่อาจารย์ผู้ชายบางคนชอบพูดจาหยาบคายกับพวกเด็กๆ ที่ออกจะดื้อมากเป็นพิเศษ (แทนที่จะใช้คำพูดที่ดีสุภาพเพื่อเป็ตัวอย่างที่ดีแก่เด็กเพื่อที่เด็กจะได้เอาอย่าง) ผมว่าอาจารย์หลายท่านน่าจะแยกออกระหว่างพฤติกรรมส่วนตัวกับพฤติกรรมเมื่อปฏิบัติหน้าที่น่ะ
เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกไปนั้นบางท่านอาจคิดว่ามันจริงเหรอเกินไปรึเปล่า ไม่หรอกครับทุกอย่างมันจริงและมันเป็นสาเหตุอีกอย่างที่ทำให้เด็กสมัยนี้หยาบกระด้างขึ้นคุณเชื่อมั้ยละ คงจะสรุปตอนท้ายไว้ละครับว่าคนเราไม่ว่าอาชีพอะไรอยู่ในฐานะใด ทุกคนล้วนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ทุกคนยังต้องอาศัยพึ่งพากันตลอดเวลาอย่าดูถูกดูแคลนกันเลยครับ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เป็น “คนธรรมดา”
2 Responses for "เรื่องของคนธรรมดา"
ขอบคุณคับที่ comment ให้
ปล.ธีมนี้ดูใน Firefox มันแสดงเพี้ยนๆคับ
แวะมาเยี่ยมเยี่ยนครับผม
ปล.ผมดูแล้วสไม่เห็นเพี้ยเลยครับ ใช้ Firefox3 เข้าเว็บนี้
Leave a reply