We are zeallest blog. บล็อกที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่เผ็ดร้อนที่สุด ^_^ kevenza@zealbloging.com
ก็เนื่องจากว่าผมกำลังเป็นโรคนี้อยู่เลยนำรายละเอียดของโรคงูสวัดมาโพสครับ
ขอขอบคุณ www.bankkokhealth.com
โรคงูสวัด เรียกว่า shingles หรือ herpes zoster เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อเรียกว่า varicella-zoster virus หรือเรียกย่อๆ ว่า VZV คำว่า varicella เป็นคำลาติน มีความหมายว่า “little pox” ทั้งนี้เพื่อแยกโรคนี้จากโรคฝีดาษหรือ smallpox ส่วนคำว่า zoster มาจากภาษากรีกแปลว่า “girdle” หมายถึงโอบล้อม, ล้อมรอบ ซึ่งคำในภาษาลาตินที่มีความหมายเดียวกันคือ cingulum เมื่อเป็นภาษาอังกฤษจึงกลายมาเป็นคำว่า shingles
เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคงูสวัด จะเป็นชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส โดยเชื้อไวรัสยังคงเหลือซ่อนเร้นอยู่ในปมประสาท เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลง เชื้อไวรัสจะเคลื่อนลงมาที่ปลายประสาท ทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนังตามแนวเส้นประสาทที่เชื้อหลบซ่อนอยู่ โรคที่มีลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า reactivation disease
เมื่อได้รับเชื้อครั้งแรก เชื้อไวรัสจะทำให้เกิดโรคที่ผิวหนัง โดยมีไวรัสส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายออกจากตุ่มน้ำใส เข้าไปในระบบประสาท โดยอาศัยเป็นที่หลบซ่อนแฝงตัวอยู่ ไวรัสอยู่ภายในเซลล์ประสาทชนิดรับความรู้สึก และถ่ายทอดสัญญาณไปยังสมองเพื่อรับรู้ เซลล์ประสาทเหล่านี้เรียงตัวกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ลักษณะเป็นปมประสาท ใกล้กับไขสันหลังและสมอง เมื่อเชื้อไวรัสถูกกระตุ้นให้ก่อโรคอีกครั้ง ก็จะเคลื่อนย้ายตามใยประสาท ไปที่ผิวหนังและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่เกิดเป็นโรคงูสวัด ระบบประสาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่ากรณีที่เป็นโรคสุกใส อาการต่างๆ จึงซับซ้อนมากกว่าและรุนแรงกว่าโรคสุกใส
ลักษณะของเชื้อไวรัส VZV
เชื้อไวรัส VZV จัดอยู่ในแฟมิลี herpesvirus family ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด ชนิดที่สำคัญพบได้บ่อย ได้แก่ herpes virus ทำให้เกิดเริมที่ปากและอวัยวะเพศ เอ็บสไตน์บาร์ไวรัส Ebstein Barr virus ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า infectious mononucleosis และ Varicella-zoster ทำให้เกิดโรคสุกใสและโรคงูสวัด เชื้อในกลุ่มนี้มีลักษณะที่คล้ายกันอย่างหนึ่ง คือ สามารถหนี
ไปแฝงตัวอาศัยอยู่ในเซลล์ของระบบประสาทได้ ภายหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อในครั้งแรก ระยะแฝงอาจกินเวลานานหลายปี จนในที่สุดเมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะออกมาจากเซลล์ประสาท ก่อให้เกิดการติดเชื้อครั้งใหม่
ลักษณะของ varicella-zoster virus เหมือนรูปทรงคณิตศาสตร์ เป็นทรงกลมยี่สิบเหลี่ยม เรียกว่า icosahedron ภายในบรรจุสารพันธุกรรมซึ่งเป็นกรดนิวคลิอิกชนิดดีเอ็นเอ เมื่อถูกกระตุ้นไวรัสจะเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ และจะสร้างเปลือกหุ้มให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะออกจากเยื่อหุ้มเซลล์นั้นๆ
ลักษณะของผื่น
ผื่นเป็นตุ่มน้ำอยู่เป็นกลุ่มๆ เรียงตามแนวประสาท มีอาการปวดแปล๊บๆ ร่วมด้วย โดยมากพบบ่อยตามแนวเส้นประสาทสันหลังบริเวณลำตัว เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 จะเป็นอยู่นานประมาณ 7-10 วัน ตุ่มน้ำก็จะแห้งและตกสะเก็ด เมื่อปรียบเทียบกับผื่นของโรคสุกใส จะคันน้อยกว่า แต่รู้สึกปวดมากกว่า
ลักษณะการกระจายของผื่นงูสวัด เป็นไปตามผิวหนังบริเวณที่เส้นประสาทเรียงตัวอยู่ ไม่ว่าแนวเส้นประสาทบริเวณลำตัว หรือแนวเส้นประสาทสมองก็ตาม ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เชื้อไวรัสไปหลบอาศัยอยู่ในปมประสาทนั่นเอง
ก่อนที่ผื่นงูสวัดจะปรากฎให้เห็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกแปล๊บๆ บางครั้งรู้สึกคัน บางครั้งรู้สึกเจ็บๆ แสบๆ อาจรู้สึกชาได้เช่นกัน บางรายมีไข้ร่วมด้วย อาจมีไข้สูงหนาวสั่น หรือเป็นเพียงครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัว ปวดมวนท้อง ต่อมาภายหลังจากที่ผื่นงูสวัดปรากฎชัดเจน 2-3 วัน จึงจะเห็นลักษณะตุ่มน้ำใสชัดเจน ตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นตามแนวเส้นประสาทจะเป็นอยู่ 3-5 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เวลาหายก็จะแห้งสนิท ยกเว้นในรายที่คันมาก แสบมาก หรือเกาจนกระทั่งกลายเป็นแผล อาจพบการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมได้ในภายหลัง
ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค
ส่วนใหญ่โรคงูสวัดมักพบในผู้ป่วยสูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี และมีภูมิคุ้มกันปกติ ร้อยละ 10 จะเป็นโรคงูสวัดอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้สูงอายุมากกว่า 60
ปีมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดมากกว่าเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี ถึงสิบเท่า
ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจะเป็นโรคงูสวัดได้บ่อย เป็นๆ หายๆ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางชนิด รวมทั้งผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด แม้กระทั่งผู้ที่ระดับภูมิต้านทานปกติ หากช่วงใดที่เกิดความเครียดรุนแรง เจ็บป่วยติดเชื้อไวรัส หรือถูกแดดเผาเป็นเวลานาน ก็อาจเกิดโรคงูสวัดได้ง่าย
หากที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคงูสวัด ในช่วง 5-21 วันก่อนคลอด จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคงูสวัด บางครั้งเด็กคลอดออกมาก็เป็นเลย หรือภายใน 2-3 วันหลังคลอด
ความรุนแรงของโรค
โรคงูสวัดถือว่าเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงสำหรับผู้ที่มีระดับภูมิต้านทานน้อยกว่าปกติ รวมทั้งผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ซึ่งถ้าปล่อยไว้หรือได้รับการรักษาไม่ทัน เชื้ออาจแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย อาจเกิดภาวะปอดอักเสบที่รุนแรง หรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมได้
โรคงูสวัดไม่ใช่โรคติดต่อ
เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1909 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน พบว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคสุกใสกับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคงูสวัดเป็นเชื้อตัวเดียวกัน ต่อมาในช่วงปี 1920-1930 ได้มีการทดลองพิสูจน์ โดยนำไวรัสจากตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดมาใส่ในเด็กที่ปกติ พบว่าเด็กเกิดเป็นโรคสุกใส ปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดว่าไวรัสจากผู้ป่วยโรคสุกใส เป็นชนิดเดียวกับไวรัสจากผู้ป่วยโรคงูสวัด ผู้ที่เป็นโรคงูสวัดสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคสุกใสได้ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเกิดเป็นโรคสุกใส ไม่ใช่โรคงูสวัด ผู้ป่วยโรคสุกใสไม่ทำให้โรคงูสวัดกำเริบ การกำเริบจะเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
หลักการรักษา
การใช้ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในช่วงแรกๆ ของโรค ก่อนที่จะปรากฎเป็นต่อมน้ำใสที่เห็นได้ชัดเจน หรือภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่ผื่นปรากฎ ยาต้านไวรัสที่ใช้ได้แก่ acyclovir, valacyclovir และ famcyclovir ยาต้านยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอาการปวดที่เกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว ในปี 1999 สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ อนุมัติให้ใช้ยาชาเฉพาะที่ชนิดแปะผิวหนัง เพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว ยาที่นำมาใช้คือ lidocaine ผลการรักษาค่อนข้างดี และไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงแต่อย่างใด บางรายได้ผลดีจากการใช้ยาในกลุ่มระงับชัก เช่น carbamazepine หรือยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางชนิด
อาการแทรกซ้อน
สำหรับอาการแทรกซ้อนที่สำคัญคือ อาการปวดเกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว มักเกิดกับผู้สูงอายุที่เป็นงูสวัดบริเวณประสาทสมองคู่ที่ 5 อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผื่น หรือโรคแทรกซ้อนทางตา เช่น ตาอักเสบ เส้นประสาทตาอักเสบ หรือ แผลที่กระจกตา ในกรณีของผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือผู้ป่วยที่ได้รับยากดอิมมูน